Skip to content
  • ไทย
    • หน้าแรก
    • รีวิวโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์
      • รายละเอียดโบรกเกอร์ Forex
    • การเทรด Forex
      • วิเคราะห์คู่สกุลเงิน Forex
      • คู่มือเริ่มต้นเทรด Forex
    • คริปโตเคอร์เรนซี
      • รวมคริปโตเคอร์เรนซียอดนิยม
      • พื้นฐานการลงทุนบล็อกเชน
    • การลงทุนในหุ้น
      • วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยอดนิยม
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนหุ้น
      • แนะนำกองทุน ETF
    • การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์
      • เจาะลึกการลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
    • วิเคราะห์อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค
    • พื้นฐานการลงทุน
    • หน้าแรก
    • รีวิวโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์
      • รายละเอียดโบรกเกอร์ Forex
    • การเทรด Forex
      • วิเคราะห์คู่สกุลเงิน Forex
      • คู่มือเริ่มต้นเทรด Forex
    • คริปโตเคอร์เรนซี
      • รวมคริปโตเคอร์เรนซียอดนิยม
      • พื้นฐานการลงทุนบล็อกเชน
    • การลงทุนในหุ้น
      • วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยอดนิยม
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนหุ้น
      • แนะนำกองทุน ETF
    • การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์
      • เจาะลึกการลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
    • วิเคราะห์อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค
    • พื้นฐานการลงทุน

    หน้าแรก - พื้นฐานการลงทุน

    PMI คือ? ดัชนีชี้อนาคตเศรษฐกิจ: เจาะลึก วิธีแปลผลและใช้ลงทุน

    • วันที่เผยแพร่บทความ: 2025-08-28
    • วันที่อัปเดตบทความ:2025-08-28
    ภาพแนะนำบทความ PMI คือ

    สารบัญ

    ในโลกของการลงทุนและการวิเคราะห์เศรษฐกิจ เคยไหมที่อยากรู้ว่าเศรษฐกิจกำลังจะไปในทิศทางไหนก่อนใคร? สำหรับนักลงทุนที่อยากอ่านเกมเศรษฐกิจให้ขาด PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index) คือหนึ่งในตัวชี้วัดที่คุณควรรู้จัก

    ดัชนีนี้เปรียบเสมือน “สัญญาณไฟเขียว-ไฟแดง” ของเศรษฐกิจ ช่วยให้เห็นแนวโน้มธุรกิจล่วงหน้า และปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันเวลา บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก PMI ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีการอ่าน ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในมุมของนักลงทุนมืออาชีพ

    ภาพแนะนำบทความ PMI คือ

    PMI คืออะไร? รู้จักดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index)

    คุณอาจเคยได้ยินชื่อ PMI ผ่านตาบ้าง แต่อาจไม่รู้ว่า PMI คืออะไร รู้หรือไม่ว่าตัวเลขเล็ก ๆ นี้ สามารถสะท้อนภาพเศรษฐกิจได้เร็วกว่าข้อมูลทางการเสียอีก

    PMI หรือ Purchasing Managers’ Index มาจากการสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทเอกชนหลายร้อยแห่งทั่วโลก กลุ่มนี้ถือเป็น “คนวงในตัวจริง” เพราะต้องตัดสินใจทุกวันว่าจะสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มหรือชะลอการผลิตลง การตัดสินใจเหล่านี้จึงกลายเป็นสัญญาณบอกเราว่า ธุรกิจกำลังเดินหน้า หรือเริ่มชะลอตัว

    การสำรวจจัดทำโดย S&P Global (เดิมคือ IHS Markit) ผ่านคำถามสั้น ๆ ว่า “เดือนนี้ดีกว่าหรือแย่กว่าเดือนก่อน?” แต่ผลลัพธ์กลับได้ผลมาก เพราะถูกรวมเป็นดัชนีตัวเลขเดียวที่นักลงทุนทั่วโลกใช้วัดทิศทางเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์

    ที่สำคัญ PMI ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่มันคือ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ที่มักส่งสัญญาณล่วงหน้า ก่อนที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการจะออกมา ทำให้นักลงทุนสามารถอ่านเกมเศรษฐกิจได้ก่อนใคร และเตรียมกลยุทธ์ให้พร้อมเสมอ

    > อ้างอิง: https://www.investopedia.com/terms/p/pmi.asp

    ประวัติความเป็นมาของดัชนี PMI

    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปี 1931 ในช่วง The Great Depression ของสหรัฐฯ โดยเริ่มต้นจากสมาคมจัดซื้อแห่งชาติ (National Association of Purchasing Management – NAPM) ซึ่งปัจจุบันคือ Institute for Supply Management (ISM) จุดประสงค์คือเพื่อสร้างตัวชี้วัดที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจอย่างทันท่วงทีในภาวะวิกฤต

    ต่อมาดัชนี PMI ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก ปัจจุบันผู้จัดทำในหลายประเทศรวมถึงไทยคือ S&P Global ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ทำให้ PMI กลายเป็นหนึ่งในดัชนีเศรษฐกิจสำคัญระดับสากล ที่ถูกนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้กำหนดนโยบายใช้ในการประเมินสุขภาพเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    PMI คำนวณมาจากไหนและประกอบด้วยอะไรบ้าง?

    5 องค์ประกอบหลักของ PMI

    ดัชนี PMI (Purchasing Managers’ Index) ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่คำนวณมาจากการถ่วงน้ำหนักของ 5 องค์ประกอบหลัก ที่ได้จากการสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทเอกชนหลายร้อยแห่ง โดยแต่ละองค์ประกอบมีความสำคัญต่างกันไป ดังนี้

    1. New Orders (คำสั่งซื้อใหม่) – 30%
      องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ใช้วัดความต้องการสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่บริษัทได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชั้นดีว่าตลาดกำลังโตหรือหดตัว
    2. Output / Production (ผลผลิต/การผลิต) – 25%
      สะท้อนระดับการผลิตจริงของภาคธุรกิจ ยิ่งผลิตมาก แปลว่ากำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังขยับตัว
    3. Employment (การจ้างงาน) – 20%
      วัดการเปลี่ยนแปลงของจำนวนพนักงาน หากมีการจ้างงานเพิ่ม แสดงว่าบริษัทเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจข้างหน้า
    4. Suppliers’ Delivery Times (ระยะเวลาการส่งมอบ) – 15%
      ใช้วัดความรวดเร็วในการส่งมอบของซัพพลายเออร์ หากส่งล่าช้า อาจสะท้อนว่าความต้องการสูงจนซัพพลายเออร์ตอบสนองไม่ทัน ซึ่งเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว
    5. Stocks of Purchases (สต็อกวัตถุดิบ) – 10%
      วัดปริมาณวัตถุดิบที่บริษัทกักตุนไว้ ถ้าเก็บเพิ่ม แปลว่าบริษัทคาดว่าจะผลิตและขายได้มากขึ้นในอนาคต

    ทำไมความต้องการที่สูงกว่ากำลังการผลิตจึงนำไปสู่เงินเฟ้อ

    เมื่อความต้องการสินค้าและบริการพุ่งสูง แต่กำลังการผลิตไม่สามารถตอบสนองได้ทัน จะเกิด ภาวะคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Bottlenecks) ทำให้วัตถุดิบและสินค้าเริ่มขาดแคลน ราคาจึงถูกปรับสูงขึ้นเพื่อตอบสนองกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    แรงกดดันนี้จะสะท้อนจาก ราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ขยับขึ้น และท้ายที่สุดถูกส่งต่อมายัง ราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เราเห็นโดยตรง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์นิยมใช้ PMI เป็นสัญญาณล่วงหน้าในการประเมินความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างกราฟ PMI

    รูปภาพด้านบนแสดงดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจสหรัฐฯ หรือ ISM Manufacturing PMI (เส้นสีฟ้า) และ Caixin Manufacturing PMI ของจีน (เส้นสีเทา)

    สำหรับสหรัฐฯ ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2025 อยู่ที่ 48 จุด ต่ำกว่า 50 จุด แสดงถึงมุมมองการหดตัวของธุรกิจเล็กน้อย แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงผันผวนและเคยมีช่วงขยายตัวสูงในต้นปี

    ในขณะที่ดัชนี Caixin Manufacturing PMI ของจีน อยู่ที่ 49.5 จุด ใกล้ระดับ 50 จุด แสดงว่าภาคการผลิตจีนแทบไม่ขยายตัว แต่หากมองแนวโน้มระยะยาว พบว่าดัชนีมีความผันผวนและปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2024

    ดังนั้น การวิเคราะห์ดัชนีทั้งสองควรพิจารณา ทั้งค่าล่าสุดและแนวโน้มระยะยาว เพื่อให้เห็นภาพรวมสภาพเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน

    ความแตกต่างระหว่าง PMI ภาครัฐและภาคเอกชน

    แม้จีนจะมีดัชนี PMI สองชุด แต่ละชุดก็สะท้อนมุมมองที่ต่างกัน นักลงทุนจึงควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนนำไปใช้วิเคราะห์เศรษฐกิจ

    Official PMI (จัดทำโดยรัฐบาล): เน้นสำรวจบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจ (SOEs) เป็นหลัก ตัวเลขจึงมักสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยเฉพาะการลงทุนโครงการใหญ่ของรัฐ

    Caixin PMI (จัดทำโดยเอกชน): สำรวจบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในภาคเอกชน ตัวเลขนี้จึงสะท้อนพลวัตจริงของกิจกรรมทางธุรกิจและกำลังซื้อภายในประเทศมากกว่า

    เมื่อนำทั้งสองดัชนีมาวิเคราะห์ร่วมกัน นักลงทุนจะได้ภาพที่ครบถ้วนขึ้น เพราะความแตกต่างของตัวเลขอาจบ่งชี้ถึง ความไม่สมดุลของการเติบโต ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่ของรัฐและธุรกิจขนาดเล็กในภาคเอกชน

    วิธีการอ่านและแปลผลค่าดัชนี PMI ที่สำคัญที่สุด

    ภาพเส้นแบ่ง 50 จุด

    การตีความ PMI จริง ๆ แล้วไม่ได้ซับซ้อนเลย สิ่งสำคัญที่ต้องจำมีเพียงหนึ่งเดียว คือ “เส้นแบ่ง 50 จุด”

    • PMI > 50 → เศรษฐกิจกำลังขยายตัว (Expansion)
      ถ้าตัวเลขสูงกว่า 50 หมายถึงภาคธุรกิจมีการเติบโต ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งสะท้อนการขยายตัวที่แข็งแรง เช่น PMI เกิน 55 มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณการเติบโตที่น่าจับตา
    • PMI < 50 → เศรษฐกิจกำลังหดตัว (Contraction)
      ถ้าต่ำกว่า 50 บอกได้ว่าธุรกิจกำลังชะลอตัว ยิ่งต่ำมากก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เช่น PMI ต่ำกว่า 45 อาจสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง
    • PMI = 50 → ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (No Change)
      หมายถึงเศรษฐกิจทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า ไม่ได้ขยายหรือหดตัว

    ตัวอย่างการอ่านค่า

    • PMI Manufacturing ไทย 52.5 → ภาคการผลิตกำลังขยายตัวเล็กน้อย
    • PMI Services สหรัฐฯ 48.2 → ภาคบริการอยู่ในภาวะหดตัวเล็กน้อย
    • PMI Composite จีน 55.8 → เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวแข็งแกร่ง

    อย่าลืมดูแนวโน้ม (Trend)

    ไม่ได้มีแค่ตัวเลขเดือนเดียวที่สำคัญ แต่การดู แนวโน้มต่อเนื่อง ก็ช่วยบอกเรื่องราวได้ชัดขึ้น เช่น ถ้า PMI ยังต่ำกว่า 50 แต่ค่อย ๆ ขยับขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วง ฟื้นตัว

    เทคนิคจับสัญญาณผิดปกติใน PMI ที่ต้องระวัง

    • PMI เพิ่มขึ้นแต่จ้างงานไม่เพิ่ม อาจสัญญาณว่าการขยายตัวไม่มั่นคง
    • ระยะเวลาการส่งมอบลดแต่สต็อกวัตถุดิบเพิ่ม อาจเกิดความไม่สมดุลทางการผลิต
    • PMI สูงไม่สอดคล้องกับ GDP หรือรายได้จริง อาจเป็นสัญญาณฟองสบู่หรือประเมินค่ามากเกินไป
    • PMI สูงแต่ความเชื่อมั่นต่ำ เป็นสัญญาณปัจจัยภายนอกที่ PMI ไม่สะท้อนทัน เช่น เหตุการณ์ฉุกเฉินหรือปัญหาการเมือง

    นักลงทุนจึงควรใช้ PMI เป็นเครื่องมือหนึ่งในหลาย ๆ เครื่องมือและติดตามแนวโน้มอย่างสม่ำเสมอ

    ทำไม PMI ถึงเป็นดัชนีที่สำคัญต่อนักลงทุนและเศรษฐกิจ?

    MI เปรียบเสมือน “พยากรณ์อากาศทางเศรษฐกิจ” ที่ช่วยให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์มองเห็นทิศทางเศรษฐกิจล่วงหน้า ก่อนที่ข้อมูลทางการจะถูกประกาศออกมา

    สาเหตุที่ทำให้ PMI ทรงอิทธิพลต่อตลาด มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก:

    1. ดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ (Leading Indicator)

    นี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ PMI เพราะประกาศออกมา ทุกเดือน และเร็วกว่าตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่าง GDP ถึง 1–2 เดือน เปรียบเหมือนการ “รู้ทิศทางลมก่อนพายุมา” ทำให้เราสามารถอ่านแนวโน้มเศรษฐกิจได้ล่วงหน้าแบบทันสถานการณ์

    2. ส่งผลโดยตรงต่อตลาดการเงิน

    PMI ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่สะท้อนออกมาเป็นแรงเคลื่อนไหวจริงในตลาดการเงินทั่วโลก เช่น:

    • ตลาดหุ้น: PMI สูงขึ้น มักเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการ ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้น
    • ค่าเงิน: เศรษฐกิจที่แข็งแรง (PMI สูง) ทำให้สกุลเงินมีแนวโน้มแข็งค่า
    • ตลาดพันธบัตร: ถ้า PMI ชี้ว่าการเติบโตกำลังร้อนแรง ตลาดอาจคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น

    3. ใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

    ธนาคารกลาง รวมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ใช้ PMI เป็นหนึ่งในข้อมูลอ้างอิง หากดัชนีชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว อาจเป็นปัจจัยให้พิจารณาลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน หาก PMI ชี้ว่ากำลังร้อนแรงเกินไป ก็อาจเป็นสัญญาณให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุม

    ข้อจำกัดของ PMI ที่นักลงทุนควรรู้

    แม้ว่า PMI จะเป็นหนึ่งในดัชนีเศรษฐกิจที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมใช้ แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม:

    1. ไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจทั้งหมด
      PMI เน้นสำรวจภาคการผลิตและการบริการเป็นหลัก แต่ไม่ได้ครอบคลุมภาคเกษตรกรรมหรือภาคเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย
    2. เป็นเพียงการสำรวจความคิดเห็น
      ข้อมูลมาจากมุมมองของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งอาจมีอคติหรือความรู้สึกที่เกินจริง ทั้งในด้านบวกหรือด้านลบ ตัวเลข PMI จึงไม่ใช่การวัดผลเชิงมูลค่าที่แท้จริงแบบ GDP
    3. ผันผวนตามปัจจัยระยะสั้น
      เหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือความตึงเครียดทางการเมือง สามารถทำให้ตัวเลข PMI เปลี่ยนแปลงได้ในทันที โดยที่บางครั้งไม่ได้สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    เพราะฉะนั้น นักลงทุนไม่ควรใช้ PMI เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ แต่ควร ประกอบกับดัชนีอื่น ๆ เช่น GDP, อัตราการว่างงาน, ยอดค้าปลีก หรือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่ครบถ้วนและแม่นยำที่สุด

    เปรียบเทียบ PMI กับดัชนีเศรษฐกิจอื่นๆ (GDP, CPI)

    ภาพเปรียบเทียบกับดัชนีอื่น การเป็นนักลงทุนที่เก่งไม่ใช่แค่การดูดัชนีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของมันด้วย PMI เป็นเพียงหนึ่งในชิ้นส่วนของภาพใหญ่ และจะยิ่งมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ร่วมกับดัชนีสำคัญอื่น ๆ อย่าง GDP (Gross Domestic Product) และ CPI (Consumer Price Index)

    เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ของดัชนีเหล่านี้ มาดูตารางเปรียบเทียบกัน

    ลักษณะ

    PMI (Purchasing Managers’ Index)

    GDP (Gross Domestic Product)

    CPI (Consumer Price Index)

    ความหมาย

    ดัชนีวัดกิจกรรมทางธุรกิจและการสำรวจความเชื่อมั่น

    มูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดในประเทศ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคที่วัดอัตราเงินเฟ้อ

    ประเภทดัชนี

    ชี้นำ (Leading Indicator)

    ล้าหลัง (Lagging Indicator)

    ล้าหลัง (Lagging Indicator)

    ความถี่

    รายเดือน

    รายไตรมาส

    รายเดือน

    ระยะเวลาการออกข้อมูล

    ช่วงต้นเดือน

    2-3 เดือนหลังไตรมาสสิ้นสุด

    ช่วงกลางเดือน

    จุดสำคัญ

    50 (สูงกว่า = ขยายตัว, ต่ำกว่า = หดตัว)

    การเติบโตเป็นร้อยละ (สูงกว่า = เติบโต)

    การเปลี่ยนแปลงเป็นร้อยละ (สูงขึ้น = เงินเฟ้อ)

    ผลกระทบหลัก

    ตลาดหุ้น, สกุลเงิน

    นโยบายรัฐบาล, การลงทุนระยะยาว

    นโยบายการเงิน, กำลังซื้อ

    ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนี: ใครนำใครตาม?

    ความเข้าใจความสัมพันธ์ของดัชนีเหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยให้คุณอ่านเกมเศรษฐกิจได้ขาด

    • PMI และ GDP: PMI เปรียบเหมือน “ตัวบ่งชี้ล่วงหน้า” ของ GDP เพราะข้อมูล PMI ที่เผยแพร่ทุกเดือนจะส่งสัญญาณก่อนที่ตัวเลข GDP รายไตรมาสจะออกมา ยกตัวอย่างเช่น หาก PMI ภาคการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่า GDP ของไตรมาสถัดไปมีแนวโน้มที่จะเติบโตตามไปด้วย
    • PMI และ CPI (เงินเฟ้อ): ความสัมพันธ์นี้มีความซับซ้อนแต่สำคัญครับ เมื่อ PMI อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน แสดงว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัวและความต้องการสินค้ามีสูงมาก ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ปรับตัวสูงขึ้นตามมาในภายหลัง ดังนั้น PMI จึงสามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ด้วย

    นักลงทุนที่เชี่ยวชาญจะใช้ทั้งสามดัชนีนี้ประกอบกัน โดยใช้ PMI สำหรับการคาดการณ์ระยะสั้น เพื่อจับจังหวะตลาด และใช้ GDP กับ CPI เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว ทำให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างรอบด้านและมีข้อมูลรองรับครบถ้วน

    สามารถอ่านบทความ GDP คืออะไร เพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

    จะดูข้อมูล PMI ของไทยและทั่วโลกได้จากที่ไหน?

    การเข้าถึงข้อมูล PMI ที่แม่นยำและทันเวลาคือกุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุน นี่คือแหล่งข้อมูลที่แนะนำ:

    1. S&P Global (ต้นฉบับ)

    S&P Global (เดิมคือ IHS Markit) เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่ PMI หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ข้อมูลมักประกาศในช่วงต้นเดือน (ประมาณวันที่ 1–3) และสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้จากเว็บไซต์

    2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    สำหรับ PMI ของไทยโดยเฉพาะ ธปท. มีการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลในส่วน “สถิติและข้อมูลเศรษฐกิจ” ทำให้เข้าใจบริบทเศรษฐกิจไทยได้ดียิ่งขึ้น

    3. Trading Economics & Investing.com

    • Trading Economics: ข้อมูล PMI ครบถ้วน พร้อมกราฟที่เข้าใจง่าย
    • Investing.com: มี Economic Calendar ให้ตั้งการแจ้งเตือนวันและเวลาที่ PMI จะประกาศ

    4. Bloomberg Terminal

    สำหรับนักลงทุนมืออาชีพและสถาบันการเงิน ให้ข้อมูลเรียลไทม์ พร้อมการวิเคราะห์เชิงลึกและเปรียบเทียบข้อมูลหลายมิติ

    การติดตาม PMI ของประเทศสำคัญ

    เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกัน การติดตาม PMI ของคู่ค้าหลักของไทยจึงสำคัญ เช่น

    • สหรัฐฯ: ISM Manufacturing & Services PMI
    • จีน: Caixin PMI (บริษัทเอกชนขนาดเล็ก) และ Official PMI (รัฐวิสาหกิจ)
    • ยูโรโซน: Eurozone PMI จาก S&P Global
    • ญี่ปุ่น: Japan Manufacturing & Services PMI จาก S&P Global

    เคล็ดลับติดตาม PMI อย่างมีประสิทธิภาพ

    1. เปรียบเทียบกับค่าคาดการณ์ (Consensus Forecast)
      ตัวเลขที่ออกมาดีกว่าหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ มักสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาด
    2. ดูแนวโน้มระยะยาว
      อย่ามองแค่เดือนเดียว ลองดู Historical Data เพื่อเข้าใจขาขึ้น ขาลง หรือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
    3. ตั้งการแจ้งเตือน
      ใช้ Economic Calendar ในหลายแพลตฟอร์มเพื่อตั้งแจ้งเตือนล่วงหน้า จะช่วยไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

    สถานการณ์ PMI ไทยในปี 2025: ผลกระทบล่าสุดและแนวโน้ม

    ข้อมูลล่าสุดจาก S&P Global ระบุว่า PMI ภาคการผลิตของไทยในเดือนกรกฎาคม 2025 อยู่ที่ 51.9 เพิ่มขึ้นจาก 51.7 ในเดือนมิถุนายน เป็นการขยายตัวต่อเนื่องครบ 3 เดือน และถือเป็นการปรับตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบปี

    การเติบโตนี้สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคำสั่งซื้อใหม่ที่ขยายตัวจากทั้งความต้องการภายในประเทศและการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น ผู้ประกอบการจึงเร่งเพิ่มการผลิตและจัดซื้อวัตถุดิบ ส่งผลให้สินค้าคงคลังวัตถุดิบสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การจ้างงาน เริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังจากชะลอตัวในเดือนก่อนหน้า ราคาสินค้าในส่วนผู้ผลิตปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากต้นทุนที่ลดลงบางส่วน

    แม้สต็อกสินค้าสำเร็จรูปลดลงเล็กน้อยจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ ความมั่นใจทางธุรกิจอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน แสดงให้เห็นว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง

    สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3 และปี 2025 คาดว่า PMI จะทรงตัวราว 52 จุด ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทยโดยรวม นักลงทุนจึงควรจับตาการฟื้นตัวนี้ โดยเฉพาะ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลบวก เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่กำลังได้รับแรงหนุนจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

    การฟื้นตัวของ PMI สอดคล้องกับภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าระหว่างประเทศและนโยบายภาษี นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม

    สรุป: ใช้ PMI ประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างไร

    PMI คือเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพเศรษฐกิจล่วงหน้า แต่สิ่งสำคัญคืออย่าใช้เพียงตัวเลขเดียว ต้องพิจารณาควบคู่กับข้อมูลอื่น ๆ เสมอ

    1. วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาด

    • PMI > 50 ติดต่อกันหลายเดือน: เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ช่วงนี้เหมาะกับการลงทุนใน หุ้นเติบโต (Growth Stocks) หรือ หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stocks) ที่กำไรโตตามเศรษฐกิจ
    • PMI < 50 อย่างต่อเนื่อง: เศรษฐกิจกำลังหดตัว ควรเพิ่มความระมัดระวัง และพิจารณา หุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคหรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผลกระทบน้อย

    2. จับจังหวะตลาด (Market Timing)

    • PMI กลับมาเหนือ 50 หลังจากต่ำกว่า: สัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาจเป็นช่วงเหมาะสมในการเข้าซื้อหุ้น
    • PMI ลดลงจากระดับสูง (เช่น 55+): เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว อาจพิจารณาลดความเสี่ยงในพอร์ต

    3. เลือกหุ้นตามภาคส่วน (Sector Rotation)

    • PMI ภาคการผลิตสูง: ดีต่อหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม, พลังงาน, วัสดุก่อสร้าง
    • PMI ภาคบริการสูง: ดีต่อหุ้น กลุ่มการเงิน, ค้าปลีก, เทคโนโลยี

    4. บริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

    อย่าใช้ PMI เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาควบคู่กับ:

    • Technical Analysis
    • นโยบายรัฐบาล
    • ข้อมูลการจ้างงาน
    • อัตราเงินเฟ้อ (CPI)

    การใช้ PMI ร่วมกับข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนมีความรอบคอบ ลดความเสี่ยง และสร้างโอกาสในการจับจังหวะตลาดได้ดียิ่งขึ้น หากคุณต้องการเจาะลึกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุนในภาคส่วนต่าง ๆ คลิกอ่านบทความเพิ่มเติมของเราได้เลย

    FAQ

    1. ค่า PMI บอกอะไร?

      PMI (Purchasing Managers’ Index) คือดัชนีที่สะท้อนกิจกรรมทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทเอกชน ข้อมูลนี้ช่วยให้นักลงทุนเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจล่วงหน้าก่อนตัวเลขทางการ เช่น GDP

    2. ค่า PMI ดูยังไง?

      ถ้า PMI มากกว่า 50 แสดงว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัว ต่ำกว่า 50 หมายถึงเศรษฐกิจกำลังหดตัว และถ้าเท่ากับ 50 เศรษฐกิจอยู่ในภาวะทรงตัว การตีความตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนจับจังหวะการลงทุนได้ดีขึ้น

    3. PMI ต่างจาก GDP และ CPI อย่างไร?

      PMI เป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจระยะสั้น ขณะที่ GDP วัดมูลค่ารวมสินค้าและบริการของประเทศและเป็นดัชนีล้าหลัง ส่วน CPI วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ (เงินเฟ้อ) ก็เป็นดัชนีล้าหลังเช่นกัน การใช้ทั้งสามดัชนีร่วมกันช่วยให้มองภาพเศรษฐกิจได้ครบถ้วน

    4. แหล่งข้อมูล PMI เชื่อถือได้มีที่ไหนบ้าง?

      สำหรับข้อมูลต้นฉบับสามารถติดตามได้จาก S&P Global ส่วน PMI ของไทยมีสรุปและวิเคราะห์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย นักลงทุนยังสามารถดูกราฟและปฏิทินเศรษฐกิจจาก Trading Economics หรือ Investing.com และสำหรับมืออาชีพ Bloomberg Terminal ให้ข้อมูลเรียลไทม์พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึก

    Picture of Ariya Suksawadee
    Ariya Suksawadee
    อริยา สุขสวัสดิ์ เป็นนักวิจัยอาวุโสแห่งเว็บไซต์รีวิวโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ เธอมีประสบการณ์มากกว่า 14 ปีในการวิเคราะห์นโยบายการเงินและระบบอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชีย เชี่ยวชาญด้านการตัดสินใจของธนาคารกลาง ความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน และการวิเคราะห์อัตราแลกเปลี่ยนตามสถานการณ์สำคัญ อริยาเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงการคลังของไทยและธนาคารพัฒนาเอเชีย พร้อมให้คำแนะนำด้านกลยุทธ์แก่บริษัทและสถาบันการเงินชั้นนำ ความเห็นของเธอมักปรากฏในสื่อระดับประเทศ เช่น Bangkok Biz News และ Bloomberg Asia จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเงินที่น่าเชื่อถือ
    Prev上一篇ATR Indicator คืออะไร? สอนวิธีใช้ตั้ง Stop Loss และอ่านความผันผวนแบบมือโปร
    下一篇Fed คืออะไร? รู้จักธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าNext
    การจัดอันดับโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์
    แบรนด์
    คะแนน
    รีวิวแบบละเอียด
    1. Moneta Markets
    ★ 9.8/10
    2. Vantage FX
    ★9.4/10
    3. VT Markets
    ★ 9.2/10
    4. Eightcap
    ★ 8.9/10
    5. GOFX
    ★ 8.8/10
    บทความล่าสุด
    ภาพแนะนำบทความ Fed คืออะไร
    พื้นฐานการลงทุน
    Fed คืออะไร? รู้จักธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเงินในกระเป๋า

    ในโลกการเงินและการลง

    อ่านเพิ่มเติม »
    ภาพแนะนำบทความ PMI คือ
    พื้นฐานการลงทุน
    PMI คือ? ดัชนีชี้อนาคตเศรษฐกิจ: เจาะลึก วิธีแปลผลและใช้ลงทุน

    ในโลกของการลงทุนและก

    อ่านเพิ่มเติม »
    ภาพแนะนำบทความ ATR Indicator คืออะไร
    วิเคราะห์อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค
    ATR Indicator คืออะไร? สอนวิธีใช้ตั้ง Stop Loss และอ่านความผันผวนแบบมือโปร

    การเทรดในตลาด Forex

    อ่านเพิ่มเติม »
    แนะนำเพิ่มเติม
    ภาพการแชร์ลูกโซ่
    พื้นฐานการลงทุน
    แชร์ลูกโซ่ หมาย ถึง อะไร? รู้ทันกลโกงที่ทำลายชีวิตคนไทย

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านม

    อ่านเพิ่มเติม »
    ภาพแนะนำบทความ Fed คืออะไร
    พื้นฐานการลงทุน
    Fed คืออะไร? รู้จักธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเงินในกระเป๋า

    ในโลกการเงินและการลง

    อ่านเพิ่มเติม »
    ภาพตัวชี้วัดของเทรดเดอร์
    พื้นฐานการลงทุน
    วิเคราะห์น้ำมัน: คู่มือเทรดและลงทุนน้ำมันฉบับมืออาชีพสำหรับนักลงทุนไทย

    ตลาดน้ำมันเป็นหนึ่งใ

    อ่านเพิ่มเติม »

    10 อันดับโบรกเกอร์ Forex เป็นแพลตฟอร์มรีวิวมืออาชีพที่สร้างขึ้นเพื่อเทรดเดอร์ชาวไทยโดยเฉพาะ ทีมงานของเรามีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม Forex มากกว่า 10 ปี มุ่งมั่นคัดสรรและนำเสนอข้อมูลโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือในประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถเทรดได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจสูงสุด

    เกี่ยวกับเรา

    • เกี่ยวกับเรา
    • ติดต่อเรา
    • คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
    • ข้อกำหนดในการใช้งาน
    • นโยบายความเป็นส่วนตัว

    เงื่อนไขการใช้งาน

    • หน้าแรก
    • รีวิวโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์
      • รายละเอียดโบรกเกอร์ Forex
    • การเทรด Forex
      • วิเคราะห์คู่สกุลเงิน Forex
      • คู่มือเริ่มต้นเทรด Forex
    • คริปโตเคอร์เรนซี
      • รวมคริปโตเคอร์เรนซียอดนิยม
      • พื้นฐานการลงทุนบล็อกเชน
    • การลงทุนในหุ้น
      • วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยอดนิยม
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนหุ้น
      • แนะนำกองทุน ETF
    • การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์
      • เจาะลึกการลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
    • วิเคราะห์อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค
    • พื้นฐานการลงทุน
    • หน้าแรก
    • รีวิวโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์
      • รายละเอียดโบรกเกอร์ Forex
    • การเทรด Forex
      • วิเคราะห์คู่สกุลเงิน Forex
      • คู่มือเริ่มต้นเทรด Forex
    • คริปโตเคอร์เรนซี
      • รวมคริปโตเคอร์เรนซียอดนิยม
      • พื้นฐานการลงทุนบล็อกเชน
    • การลงทุนในหุ้น
      • วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยอดนิยม
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนหุ้น
      • แนะนำกองทุน ETF
    • การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์
      • เจาะลึกการลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
      • คู่มือเริ่มต้นลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
    • วิเคราะห์อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค
    • พื้นฐานการลงทุน

    สมัครรับจดหมายข่าวจากเรา

    รับข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ของเราและสัญญาณการเทรดประจำสัปดาห์

    พร้อมที่จะเริ่มเทรดแล้วหรือยัง?

    หากคุณมีทุนเริ่มต้น 500 ดอลลาร์ คุณต้องการเพิ่มทุนเพื่อจุดเริ่มต้นที่สูงขึ้นไหม? เราได้เตรียมของขวัญสุดพิเศษไว้ให้คุณแล้ว

    🎁 ปลดล็อกของขวัญ! โบนัสเงินฝาก 50%

    สนับสนุนโดย Moneta Markets — อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ FCA ที่น่าเชื่อถือ

    ⏰ สิทธิ์พิเศษนี้จะหมดอายุในอีก 10:00

    แพลตฟอร์มทั่วไป

    $1000ฝากเงิน $1000

    ปลดล็อกเพื่อคุณ

    ของขวัญพิเศษของคุณ

    $1500ฝากเงินเท่ากันที่ $1000

    แพลตฟอร์มทั่วไป $1000 ฝากเงิน $1000
    →
    ของขวัญพิเศษของคุณ $1500 ฝากเงินเท่ากันที่ $1000
    ✅ เทรดเดอร์กว่า 1,000,000+ รายเข้าร่วมแล้ว!ล
    ฉันต้องการเทรดด้วยทุนเริ่มต้น $1500

    🏆 แพลตฟอร์มเทรดระดับมืออาชีพที่ได้รับความไว้วางใจทั่วโลก

    🛡️
    กำกับดูแลโดยหน่วยงานการเงินชั้นนำ

    อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ FCA จากสหราชอาณาจักรที่เข้มงวดที่สุด เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของเงินทุนและความโปร่งใสในการเทรด

    ⚽️
    รับรองโดยแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

    พันธมิตรอย่างเป็นทางการของสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา "อัตเลติโกเดมาดริด" ตอกย้ำความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระดับโลก

    📈
    เครื่องมือ Copy Trade สำหรับมือใหม่

    ด้วยระบบ Copy Trade ที่ทรงพลังในตัว คุณสามารถติดตามกลยุทธ์ของเทรดเดอร์ชั้นนำได้ในคลิกเดียว เริ่มต้นได้อย่างง่ายดาย

    ⚖️
    เลเวอเรจสูงสุด 500x สำหรับคริปโตฯ

    ไม่ใช่แค่ฟอเร็กซ์เท่านั้น Moneta Markets ยังมีเลเวอเรจที่ยืดหยุ่นสูงถึง 500x สำหรับคริปโตฯ ช่วยให้คุณใช้เงินทุนน้อยเพื่อเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

    การเทรดผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจมีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินทุนทั้งหมด โปรดประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ