คำถามที่วนเวียนในหัวนักเทรดใหม่เกือบทุกคนคือ “ควรตั้งเลเวอเรจ (Leverage) เท่าไหร่ดี?” โดยเฉพาะเมื่อเห็นโบรกเกอร์เสนอตัวเลือกอัตราทดตั้งแต่ 1:1 จนพุ่งไปถึง 1:2000 ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสน หลายคนมองว่าเลเวอเรจสูงคือเครื่องมือปลดล็อกกำไรก้อนโต แต่กลับลืมไปว่ามันก็คือดาบสองคมที่พร้อมจะทำให้พอร์ตหายเกลี้ยงเพียงไม่กี่ชั่วพริบตา
ความจริงคือ เลเวอเรจไม่มีค่า “ดีที่สุด” ที่เหมาะกับทุกคน แต่เป็นเรื่องของการหาจุดสมดุลที่ “เหมาะสมที่สุด” กับสไตล์การเทรด ระดับความรู้ และโดยเฉพาะคือ ปริมาณความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้ หากเลือกผิด อาจหมายถึงการออกจากตลาดก่อนที่คุณจะมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง
บทความนี้จะไม่มายัดเยียดคำตอบสำเร็จรูป แต่จะให้ “กรอบคิด” ที่เน้นการวิเคราะห์เป็นระบบผ่านเมทริกซ์การเลือกเลเวอเรจ ที่ช่วยให้คุณกำหนดทิศทางการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล ช่วยเปลี่ยนมุมมองจาก “ไล่ตามกำไร” มาเป็น “บริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน” เพื่อให้คุณอยู่รอด และเติบโตในตลาดฟอเร็กซ์ได้อย่างแท้จริง

เริ่มต้นด้วยคำถามสำคัญ: เลเวอเรจเท่าไหร่ ไม่เท่ากับ รับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน
ก่อนจะพิจารณาตัวเลขใดๆ สิ่งแรกที่นักเทรดทุกคนควรตั้งคำถามกับตัวเองคือ “หากการเทรดครั้งนี้ไม่เป็นไปตามคาด ฉันยอมขาดทุนได้มากที่สุดเท่าไหร่?” การเปลี่ยนมุมมองนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารพอร์ต เพราะเลเวอเรจไม่ใช่เครื่องสร้างกำไรทันที แต่เป็นกลไกที่ขยายทั้งกำไรและขาดทุนให้ใหญ่ขึ้น
เมื่อคุณตั้งเพดานความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เช่น ยอมเสียได้แค่ 1–2% ของทุนรวม การใช้เลเวอเรจจะกลายเป็นเครื่องมือรอง เพื่อกำหนดขนาดออร์เดอร์ (Lot Size) ให้อยู่ในกรอบความเสี่ยงนี้อย่างมีวินัย การเริ่มต้นด้วยหลัก “Risk Management ก่อนการเก็งกำไร” ช่วยให้คุณตัดสินใจด้วยการไตร่ตรอง ไม่ใช่อารมณ์ และทำให้เงินทุนของคุณอยู่รอดได้ในระยะยาว

พื้นฐานที่ต้องเข้าใจ: ความสัมพันธ์ระหว่างเลเวอเรจและมาร์จิ้น
เพื่อให้การเลือกเลเวอเรจมีประสิทธิภาพ ต้องเข้าใจแกนหลักของตลาดที่ใช้อัตราทดอย่างแท้จริง นั่นคือความเชื่อมโยงระหว่าง เลเวอเรจ และ มาร์จิ้น
- เลเวอเรจ: สัดส่วนที่โบรกเกอร์ให้ยืมเงินทุน เพื่อให้คุณสามารถควบคุมตำแหน่งทางการเงินที่มีมูลค่ามากกว่าเงินจริงในบัญชี เช่น เลเวอเรจ 1:100 หมายถึง คุณใช้เงิน 1 ดอลลาร์ เพื่อซื้อขายสินทรัพย์มูลค่า 100 ดอลลาร์
- มาร์จิ้น: เงินประกันที่คุณต้องวางไว้กับโบรกเกอร์เพื่อเปิดและคงสถานะออร์เดอร์ ซึ่งเป็นสัดส่วนเล็กน้อยของมูลค่าตำแหน่งทั้งหมด
ความสัมพันธ์ระหว่างสองปัจจัยนี้เป็นแบบแปรผันกันโดยตรง ซึ่งตีความได้ดังนี้:
- เลเวอเรจสูง: ต้องใช้มาร์จิ้นน้อยลงในการเปิดออร์เดอร์ขนาดเท่ากัน แต่ส่งผลให้พอร์ตไวต่อการเคลื่อนไหวของราคา หากตลาดผันผวนเพียงเล็กน้อยก็อาจถูก Margin Call ได้เร็ว
- เลเวอเรจต่ำ: ต้องใช้มาร์จิ้นมากขึ้น ซึ่งบังคับให้คุณเทรดด้วยตำแหน่งขนาดเล็กลงโดยธรรมชาติ และเพิ่ม “พื้นที่ปลอดภัย” ให้บัญชี เหมาะกับผู้ที่ต้องการความมั่นคง
การตระหนักถึงหลักการนี้คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจ Margin คืออะไร ซึ่งเป็นรากฐานของการเทรดในรูปแบบ Margin Trading

3 ปัจจัยหลักที่ช่วยให้คุณเลือกเลเวอเรจได้อย่างแม่นยำ
การตัดสินใจในเรื่องเลเวอเรจไม่ควรถูกครอบงำด้วยความคาดหวังเรื่องผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากบริบทส่วนตัว 3 ด้านหลัก ดังนี้:
1. ระดับประสบการณ์
มือใหม่ควรเริ่มจากการจำกัดตัวเองด้วยเลเวอเรจต่ำ เช่น 1:10 ถึง 1:50 แม้โบรกเกอร์จะให้สูงถึง 1:1000 ก็ตาม เพราะการใช้เลเวอเรจต่ำช่วยบังคับให้คุณเปิดออร์เดอร์ในขนาดที่เหมาะสม และลดโอกาสขาดทุนหนักในช่วงเรียนรู้ เช่นเดียวกับการเรียนขับรถ ไม่ควรกระโดดไปขับรถแข่งตั้งแต่วันแรก ส่วนนักเทรดที่มีประสบการณ์ อาจเลือกใช้เลเวอเรจสูงได้ แต่ต้องมาพร้อมวินัยและการจัดการความเสี่ยงที่ดี
2. รูปแบบการเทรด (Trading Strategy)
สไตล์การซื้อขายเป็นตัวกำหนดระดับเลเวอเรจอย่างชัดเจน:
- สกาลป์เปอร์ (Scalper): เน้นเปิด-ปิดออร์เดอร์หลายครั้งในวันเดียว เพื่อเก็บกำไรเพียงไม่กี่พิป ด้วยผลตอบแทนเล็กน้อยต่อครั้ง จึงมักต้องพึ่งเลเวอเรจสูงเพื่อให้กำไรที่ได้มีนัยสำคัญ แต่ต้องควบคู่กับการตั้ง SL อย่างเด็ดขาด
- เทรดรายวัน (Day Trading): ถือตำแหน่งในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ไม่ค้างคืน จึงมักใช้เลเวอเรจปานกลางระหว่าง 1:50 ถึง 1:300 ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์
- สวิงเทรด (Swing Trader): เน้นถือออร์เดอร์ข้ามคืนหรือหลายวัน จึงต้องเผชิญกับการแกว่งตัวระหว่างคืน (overnight volatility) การใช้เลเวอเรจต่ำจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกตัดขาดทุนโดยไม่จำเป็น
3. ความผันผวนของสินทรัพย์
ไม่ควรใช้เลเวอเรจเท่ากันกับทุกคู่เงินหรือสินทรัพย์ ตัวอย่างเช่น XAU/USD (ทองคำ) มีความผันผวนสูงกว่า EUR/USD หลายเท่า แม้จะมีเลเวอเรจเดียวกัน แต่การเคลื่อนไหว 50 พิปในทองจะทำให้ผลขาดทุนรุนแรงกว่าในคู่เงินหลัก การลดเลเวอเรจเมื่อเทรดสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความอยู่รอด

เมทริกซ์การเลือกเลเวอเรจ: แนวทางเชิงระบบสำหรับนักเทรดทุกประเภท
เพื่อให้การตัดสินใจมีภาพชัดเจนมากขึ้น ด้านล่างนี้คือตารางเมทริกซ์ที่แนะนำช่วงเลเวอเรจโดยประมาณ ยึดตามระดับประสบการณ์และแนวทางการเทรด การเลือกใช้ตัวเลขภายในช่วงนี้จะช่วยลดความยุ่งเหยิงและเพิ่มวินัยในการบริหารพอร์ต
| ระดับประสบการณ์ | Scalper (เทรดระยะสั้นมาก) | Day Trader (เทรดรายวัน) | Swing Trader (เทรดข้ามวัน/สัปดาห์) |
|---|
| มือใหม่ (Beginner) | 1:100 – 1:200 | 1:50 – 1:100 | 1:10 – 1:50 |
| ระดับกลาง (Intermediate) | 1:200 – 1:500 | 1:100 – 1:300 | 1:50 – 1:100 |
| ระดับสูง (Advanced) | 1:500 ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์) | 1:300 – 1:500 | 1:100 – 1:200 |
ตารางนี้ไม่ใช่กฎตายตัว แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่คุณสามารถปรับให้สอดคล้องกับสูตรการบริหารความเสี่ยงส่วนตัว เช่น หากคุณเทรดสวิงแต่ยังใหม่กับกลยุทธ์ อาจเลือกใช้เลเวอเรจต่ำกว่าที่แนะนำแม้ในระดับกลางก็ตาม

ปรับเปลี่ยนให้ทันสถานการณ์: จังหวะที่ควรปรับเลเวอเรจ
เลเวอเรจไม่ควรเป็นตัวเลขถาวรในบัญชี การทบทวนและปรับเปลี่ยนมันตามสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่นักเทรดมืออาชีพทำอยู่เสมอ โดยเฉพาะใน 3 สถานการณ์ต่อไปนี้:
- เมื่อเปลี่ยนกลยุทธ์: หากคุณเปลี่ยนจากการเทรดสวิงมาเป็นสกาลป์ อาจต้องเพิ่มเลเวอเรจเพื่อเพิ่มผลตอบแทนต่อพิป แต่ถ้ากลับกัน ควรรีบปรับลดเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
- เมื่อทดลองสินทรัพย์ใหม่: ไม่ว่าจะเป็นทอง เงิน หรือคู่เงินที่มีความผันผวนสูง หากยังไม่เข้าใจพฤติกรรมราคา ควรใช้เลเวอเรจต่ำเพื่อเรียนรู้โดยไม่เสี่ยงทุนมาก
- ช่วงที่ตลาดผันผวนสูง: ข่าวสำคัญอย่าง Non-Farm Payrolls, เจซีเพียร์ซา, หรือการประชุม FOMC มักทำให้ตลาดกระโดดเกินความคาดหมาย แม้แต่นักเทรดเก่าก็มักเลือก “ลดเลเวอเรจชั่วคราว” หรือ “หยุดเทรด” ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของ การบริหารความเสี่ยง ที่มีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ การเลือกเลเวอเรจ (FAQ)
เลเวอเรจคืออะไร?
เลเวอเรจคือ “อัตราทด” จากโบรกเกอร์ที่ทำให้เปิดสถานะมูลค่าสูงกว่าทุนจริง โดยใช้เงินประกัน (มาร์จิ้น) เพียงส่วนหนึ่ง เช่น 1:100 หมายถึงมีทุน 1 ส่วน ควบคุมสัญญาได้ 100 ส่วน แต่กำไรและขาดทุนจะถูกขยายตามสัดส่วนด้วย
เลเวอเรจและมาร์จิ้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
สัมพันธ์แบบผกผัน: เลเวอเรจสูง → ใช้มาร์จิ้นน้อยลงแต่พอร์ตรับความผันผวนได้น้อยลง เสี่ยงใกล้ Margin Call; เลเวอเรจต่ำ → ใช้มาร์จิ้นมากขึ้น เปิดสถานะเล็กลงโดยธรรมชาติ มี “พื้นที่ปลอดภัย” มากกว่า
มือใหม่ควรตั้งเลเวอเรจเริ่มต้นที่เท่าไหร่?
เริ่มต่ำก่อน เช่น 1:10–1:50 เพื่อฝึกวินัยและควบคุมความเสี่ยง เมื่อคุมแผนได้จึงค่อยปรับเพิ่มให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และระดับทักษะ
เทรดทอง (XAU/USD) ที่ผันผวนสูง ควรใช้เลเวอเรจเท่าใด?
ควรใช้ต่ำกว่าคู่เงินหลัก เช่น หากคู่เงินใช้ 1:100 ทองอาจลดเหลือราว 1:30–1:50 เพื่อลดแรงกระแทกของความผันผวนและเพิ่มโอกาสอยู่รอด
เลเวอเรจสูง ๆ เช่น 1:1000 ดีหรือไม่?
เหมาะเฉพาะผู้มีประสบการณ์และระบบบริหารความเสี่ยงที่แข็งแรง ราคาขยับไม่กี่พิปก็อาจกระทบพอร์ตอย่างหนัก ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ยังคุมอารมณ์/วินัยไม่ได้