การเทรดในตลาดทุนไทยในปัจจุบันมีเครื่องมือหลากหลายมากขึ้น และหนึ่งในเครื่องมือที่นักเทรดมืออาชีพให้ความสนใจเป็นอย่างมาก คือ Put Option หรือที่เราเรียกกันว่า พุทออปชัน
Put option คือ สัญญาทางการเงินที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการขายหุ้นหรือสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจาก Call Option ที่ให้สิทธิในการซื้อ
สำหรับนักเทรดไทยแล้ว การเทรด put option เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ทั้งในการเก็งกำไรจากการลดลงของราคาหุ้น และการป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะใน TFEX ที่มี SET50 Index Options ให้เทรดกันอย่างแพร่หลาย
การเข้าใจ พุทออปชัน คืออะไร จะช่วยให้นักเทรดสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดที่มีความผันผวนได้มากขึ้น และสร้างกลยุทธ์การเทรดที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ส่วนประกอบสำคัญของพุทออปชัน
การทำความเข้าใจส่วนประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการคำนวณกำไรขาดทุนและประเมินมูลค่าของพุทออปชัน
- สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset): สินทรัพย์ที่สัญญาพุทออปชันอ้างอิงถึง เช่น หุ้นรายตัว ดัชนีหลักทรัพย์ (เช่น SET50 Index) หรือสินค้าโภคภัณฑ์
- ราคาใช้สิทธิ (Strike Price): ราคาที่ผู้ซื้อพุทออปชันมีสิทธิที่จะขายสินทรัพย์อ้างอิงได้
- วันหมดอายุ (Expiration Date): วันสุดท้ายที่ผู้ซื้อพุทออปชันสามารถใช้สิทธิได้
- ค่าพรีเมียม (Premium): จำนวนเงินที่ผู้ซื้อพุทออปชันจ่ายให้กับผู้ขายเพื่อซื้อสิทธิในการขาย ค่าพรีเมียมนี้เป็นต้นทุนสูงสุดที่ผู้ซื้อจะขาดทุนได้
- มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value): คือมูลค่าที่ผู้ซื้อจะได้รับทันทีหากใช้สิทธิ ณ ปัจจุบัน สำหรับพุทออปชัน จะมีมูลค่าที่แท้จริงเมื่อราคาใช้สิทธิ (Strike Price) สูงกว่าราคาตลาดของสินทรัพย์อ้างอิง (K – S) หากราคาตลาดสูงกว่าหรือเท่ากับราคาใช้สิทธิ พุทออปชันจะไม่มีมูลค่าที่แท้จริง
- มูลค่าตามเวลา (Time Value): คือส่วนต่างของค่าพรีเมียมที่เกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง มูลค่าตามเวลาจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ
วิธีการทำงานของ Put Option – กลไกการเทรดที่ต้องรู้
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า put option คือ อะไร ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจกลไกการทำงาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ตัว
ราคาใช้สิทธิ put option (Strike Price) คือราคาที่ผู้ถือ put option สามารถขายสินทรัพย์อ้างอิงได้ ตัวอย่างเช่น หาก SET50 Index อยู่ที่ 1,000 จุด และเราซื้อ put option ที่มี strike price 980 จุด แสดงว่าเรามีสิทธิขาย SET50 ในราคา 980 จุด
ค่าพรีเมียม put option คือเงินที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้ผู้ขายเพื่อได้รับสิทธิดังกล่าว ค่าพรีเมียมนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความผันผวนของตลาด, เวลาที่เหลือก่อนหมดอายุ, และระยะห่างระหว่างราคาปัจจุบันกับ strike price
วันหมดอายุ put option คือวันสุดท้ายที่สามารถใช้สิทธิได้ ใน TFEX SET50 Index Options จะมีวันหมดอายุเป็นรายเดือน โดยปกติจะเป็นพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือน
องค์ประกอบ | คำอธิบาย | ตัวอย่าง |
Strike Price | ราคาที่สามารถใช้สิทธิขายได้ | 980 จุด |
Premium | ค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิ | 15 จุด |
Expiration | วันหมดอายุสิทธิ | พฤหัสบดีที่ 3 ของเดือน |
ความเข้าใจเรื่อง Moneyness คืออะไร ก็สำคัญในการพัฒนาการเทรดเช่นกัน
- In-the-Money (ITM) หมายถึง put option ที่มีมูลค่าภายใน
- At-the-Money (ATM) คือราคาปัจจุบันเท่ากับ strike price
- Out-of-the-Money (OTM) คือ put option ที่ยังไม่มีมูลค่าภายใน
บทบาทผู้ซื้อ vs ผู้ขาย – สองด้านของสัญญา Put Option
ในการเทรด put option จะมีสองฝ่าย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งแต่ละฝ่ายจะมีสิทธิและหน้าที่ที่แตกต่างกัน
Long Put คือ การเป็นผู้ซื้อ put option ซึ่งจะได้รับสิทธิในการขายสินทรัพย์อ้างอิงในราคา strike price ผู้ที่ ซื้อ put option จะมีความเสี่ยงจำกัดเพียงแค่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป แต่มีโอกาสได้กำไรไม่จำกัดหากราคาสินทรัพย์อ้างอิงลดลงอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น หากเราซื้อ SET50 put option ที่ strike price 1,000 จุด ด้วยพรีเมียม 20 จุด และ SET50 ลดลงมาที่ 950 จุด เราจะได้กำไร 30 จุด (1,000 – 950 – 20 = 30 จุด)
Short Put คือ การเป็นผู้ขาย put option ซึ่งจะได้รับค่าพรีเมียม แต่มีหน้าที่ต้องซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในราคา strike price หากผู้ซื้อใช้สิทธิ ผู้ที่ ขาย put option จะมีกำไรสูงสุดเท่ากับค่าพรีเมียมที่ได้รับ แต่มีความเสี่ยงสูงหากราคาตลาดลดลงมากกว่า strike price
ตำแหน่ง | สิทธิ/หน้าที่ | ความเสี่ยงสูงสุด | กำไรสูงสุด |
Long Put (ซื้อ) | สิทธิขายใน Strike Price | ค่าพรีเมียมที่จ่าย | ไม่จำกัด |
Short Put (ขาย) | หน้าที่ซื้อใน Strike Price | ไม่จำกัด | ค่าพรีเมียมที่ได้รับ |
ความเข้าใจในความแตกต่างระหว่าง long put และ short put เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการวางกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสม เพราะแต่ละตำแหน่งจะเหมาะกับสถานการณ์ตลาดและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
Put กับ Call ต่างกันยังไง – รู้จักความแตกต่างให้ชัดเจน

สำหรับนักเทรดใหม่ การแยกแยะระหว่าง พุทออปชัน และ คอลออปชัน อาจจะทำให้สับสนได้ แต่ความเข้าใจที่ชัดเจนจะช่วยในการวางกลยุทธ์การเทรดได้ดีขึ้น
Put Option ให้ สิทธิในการขาย สินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนด ซึ่งเหมาะสำหรับนักเทรดที่คาดว่าราคาจะลดลง หรือต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการลดลงของราคา
ในทางตรงข้าม Call Option ให้สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนด เหมาะสำหรับนักเทรดที่คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้น
ประเภท Option | สิทธิที่ได้รับ | เหมาะกับแนวโน้ม | การใช้งานหลัก |
Put Option | สิทธิขาย | ขาลง (Bearish) | เก็งกำไรขาลง, ป้องกันพอร์ต |
Call Option | สิทธิซื้อ | ขาขึ้น (Bullish) | เก็งกำไรขาขึ้น, การเพิ่มตำแหน่ง |
การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้นักเทรดเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับทิศทางตลาดที่คาดการณ์ไว้ และสามารถสร้างกลยุทธ์ การเทรด options ที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
ในตลาดไทย เราสามารถเทรด put option และ call option ผ่าน TFEX ได้ โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงหลักคือ SET50 Index ซึ่งช่วยให้นักเทรดสามารถเก็งกำไรหรือป้องกันความเสี่ยงจากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยโดยรวมได้
ตัวอย่างการใช้งานจริงใน SET50 – เคสจริงจากตลาดไทย
เพื่อให้เข้าใจการทำงานของ put option ในทางปฏิบัติ เรามาดูตัวอย่างการใช้งานจริงใน SET50 Index Options ที่เทรดใน TFEX put option กัน
ตัวอย่างที่ 1: การเก็งกำไรขาลง (Speculation)
สมมติว่า SET50 Index ปัจจุบันอยู่ที่ 1,200 จุด และคุณคาดว่าตลาดจะปรับตัวลงในช่วงสั้น คุณตัดสินใจซื้อ PUT1200 (put option strike price 1,200) ด้วยค่าพรีเมียม 25 จุด
หากหลังจาก 2 สัปดาห์ SET50 ลดลงมาที่ 1,150 จุด:
- มูลค่าภายในของ put option = 1,200 – 1,150 = 50 จุด
- กำไร = 50 – 25 = 25 จุด ต่อสัญญา
- ผลตอบแทน = 100% จากเงินลงทุนเริ่มต้น
ตัวอย่างที่ 2: การป้องกันพอร์ต (Protective Put)
Protective put คือ กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงที่นิยมใช้กัน สมมติคุณถือหุ้นใน SET50 มูลค่า 1 ล้านบาท (SET50 อยู่ที่ 1,200 จุด) และกังวลเรื่องความเสี่ยงขาลง
คุณซื้อ PUT1150 ด้วยค่าพรีเมียม 15 จุด เป็นการ ป้องกันความเสี่ยง ขาลง หากตลาดร่วงมากกว่า 1,150 จุด ความเสียหายจะถูกจำกัดไว้ที่ระดับนี้
ตัวอย่างที่ 3: การสร้างรายได้จาก Short Put
นักเทรดที่มีประสบการณ์อาจจะใช้กลยุทธ์ short put เพื่อสร้างรายได้เป็นประจำ โดยการขาย PUT1100 (ต่ำกว่าราคาตลาด) และรับค่าพรีเมียม 10 จุด
หากราคา SET50 ยังคงอยู่เหนือ 1,100 จุด จนถึงวันหมดอายุ ผู้ขายจะได้รับกำไรเต็มจำนวน 10 จุด
สถานการณ์ | กลยุทธ์ | ความเสี่ยง | ผลตอบแทนที่คาดหวัง |
คาดตลาดลง | Long Put | จำกัดที่พรีเมียม | สูง (ไม่จำกัด) |
ป้องกันพอร์ต | Protective Put | จำกัดการขาดทุน | รักษามูลค่าพอร์ต |
สร้างรายได้ | Short Put | สูง | จำกัดที่พรีเมียม |
การศึกษา put option ตัวอย่าง เหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพการใช้งานจริงได้ชัดเจนขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้กับสถานการณ์การเทรดของตัวเองได้
กลยุทธ์การใช้ Put Option – เทคนิคขั้นสูงสำหรับมืออาชีพ

การเทรด put option ไม่ได้มีแค่การซื้อขายพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่สามารถพัฒนาเป็น กลยุทธ์ put option ที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Protective Put Strategy เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่นิยมที่สุด โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการลดลงของราคาหุ้น วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นการซื้อ “ประกันภัย” สำหรับพอร์ตลงทุน
การทำ protective put จะช่วยจำกัดความเสียหายสูงสุดในระดับที่ยอมรับได้ ในขณะที่ยังคงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนหากตลาดเพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้องหักค่าพรีเมียมที่จ่ายไป
Cash-Secured Put เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่นักเทรดใช้สร้างรายได้เป็นประจำ โดยการขาย put option พร้อมกับการเตรียมเงินไว้ซื้อหุ้นในกรณีที่ถูกใช้สิทธิ
กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับนักเทรดที่:
- ต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน
- มีเงินทุนพร้อมและต้องการสร้างรายได้ระหว่างรอ
- มีความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของตลาดในระยะยาว
Put Spread Strategy เป็นการรวมการซื้อและขาย put option ในราคาใช้สิทธิต่างกัน เพื่อลดต้นทุนและจำกัดทั้งความเสี่ยงและผลตอบแทน เช่น Bear Put Spread ที่ซื้อ put ราคาสูงและขาย put ราคาต่ำ
การเข้าใจเรื่อง Greeks (Delta, Gamma, Theta, Vega) ก็มีความสำคัญสำหรับการใช้งานกลยุทธ์ขั้นสูง:
- Delta บอกความไว ต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิง
- Theta แสดงการสูญเสียค่าเวลา
- Vega วัดความไวต่อความผันผวน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา Put Option – สิ่งที่นักเทรดต้องรู้

ความเข้าใจเรื่อง ปัจจัย ราคา put option เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเทรดที่ประสบความสำเร็จ เพราะราคาของ put option ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของสินทรัพย์อ้างอิงเพียงอย่างเดียว
ความผันผวน (Volatility) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง ราคา put option จะเพิ่มขึ้นเพราะโอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์มีมากขึ้น
ในตลาดหุ้นไทย เราสามารถติดตามดัชนี VIX หรือ SET50 Volatility Index เพื่อประเมินความผันผวนของตลาด
ค่าเวลา (Time Decay) จะส่งผลให้ราคา put option ลดลงเรื่อยๆ เมื่อใกล้วันหมดอายุ โดยเฉพาะใน 30 วันสุดท้าย การสูญเสียค่าเวลาจะเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อัตราดอกเบี้ย ก็มีผลต่อราคา put option แต่อาจจะไม่เด่นชัดเท่าปัจจัยอื่นๆ ในตลาดไทย เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ราคา put option โดยทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
ระยะห่างระหว่างราคาปัจจุบันกับ Strike Price (Moneyness) ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าภายในและมูลค่าเวลาของ put option
ปัจจัย | ผลกระทบต่อราคา Put | คำอธิบาย |
ราคาสินทรัพย์ลดลง | เพิ่มขึ้น | มูลค่าภายในเพิ่มขึ้น |
ความผันผวนเพิ่มขึ้น | เพิ่มขึ้น | โอกาสกำไรเพิ่มขึ้น |
เวลาผ่านไป | ลดลง | การสูญเสียค่าเวลา |
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น | ลดลง | ค่าเวลาลดลง |
การติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้นักเทรดสามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคา put option ได้แม่นยำมากขึ้น และวางกลยุทธ์การเทรดได้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด
ข้อควรระวังและความเสี่ยงในการเทรด Put Option

การเทรด put option แม้จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีความเสี่ยงที่นักเทรดต้องเข้าใจและระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง put option กำไร ขาดทุน ที่อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ความเสี่ยงสำหรับผู้ซื้อ Put Option ที่สำคัญที่สุดคือการสูญเสียค่าพรีเมียมทั้งหมด หาก put option หมดอายุแบบ out-of-the-money นักเทรดจะขาดทุน 100% ของเงินลงทุน
การซื้อ put option ที่ใกล้หมดอายุมากจะมีความเสี่ยงสูงจากการสูญเสียค่าเวลาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าราคาจะขยับไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะชดเชยการสูญเสียค่าเวลา
ความเสี่ยงสำหรับผู้ขาย Put Option มีความรุนแรงมากกว่า โดยเฉพาะการทำ Naked Put (ขาย put โดยไม่มีหลักประกัน) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการขาดทุนที่ไม่จำกัด
ตัวอย่างความเสี่ยงของ naked put: หากขาย SET50 put strike 1,000 รับพรีเมียม 15 จุด และ SET50 ร่วงลงมาที่ 800 จุด ผู้ขายจะขาดทุน 185 จุด (1,000 – 800 – 15)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ในหมู่นักเทรดมือใหม่:
- การไม่ตั้ง Stop Loss – หลายคนคิดว่า put option มีความเสี่ยงจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องบริหารความเสี่ยง
- การซื้อ Put เมื่อใกล้หมดอายุ – เพื่อความประหยัด แต่ความเสี่ยงจากการสูญเสียค่าเวลาสูงมาก
- การไม่เข้าใจ Implied Volatility – ซื้อเมื่อ IV สูงและขายเมื่อ IV ต่ำ
- การเทรดโดยไม่มีแผน – ไม่กำหนดเป้าหมายกำไรและขาดทุนที่ชัดเจน
ความเสี่ยง | ผู้ซื้อ Put | ผู้ขาย Put |
ขาดทุนสูงสุด | ค่าพรีเมียม | ไม่จำกัด |
การสูญเสียค่าเวลา | สูง | ได้ประโยชน์ |
ความต้องการมาร์จิ้น | ไม่มี | มี |
ความซับซ้อน | ต่ำ | สูง |
การบริหารความเสี่ยง ที่ดีต้องประกอบด้วย:
- การกำหนดขนาดการเทรดที่เหมาะสม (Position Sizing)
- การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม
- การกระจายความเสี่ยงไม่เอาไข่ใส่ตะกร้าใบเดียว
- การศึกษาข้อมูลก่อนเทรดอย่างต่อเนื่อง
การเทรดโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ไม่กำหนดเป้าหมายกำไรและขาดทุน อาจทำให้ขาดทุนสูงโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการตั้ง Stop Loss และ Position Sizing จึงเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
สรุป – การเรียนรู้และใช้งาน Put Option ในตลาดไทย
Put option คือ เครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักเทรดไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรจากการลดลงของราคา การป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน หรือการสร้างรายได้เป็นประจำ
การเข้าใจว่า พุทออปชัน คืออะไร และวิธีการทำงานของมันจะช่วยให้นักเทรดสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะใน TFEX put option ที่มี SET50 Index Options เป็นตัวเลือกหลัก
สำหรับนักเทรดที่เน้นการวิเคราะห์ทางเทคนิค ควรเรียนรู้วิธีระบุ Demand Zone และนำมาประยุกต์ร่วมกับกลยุทธ์การใช้ Put Option เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ
สำหรับนักเทรดที่สนใจเริ่มต้น แนะนำให้:
- เริ่มจากการศึกษาพื้นฐาน – ทำความเข้าใจกลไกการทำงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา และความเสี่ยงต่างๆ
- ฝึกฝนด้วย Demo Account – ใช้บัญชีจำลองใน TFEX เพื่อทดลองเทรดก่อนใช้เงินจริง
- เริ่มต้นด้วยกลยุทธ์พื้นฐาน – เช่น การซื้อ put option เพื่อเก็งกำไรขาลง หรือ protective put เพื่อป้องกันพอร์ต
- จัดการความเสี่ยงอย่างเข้มงวด – ไม่เทรดเกินความสามารถ กำหนด stop loss และ take profit ที่ชัดเจน
- ติดตามข่าวสารและการอบรมจาก SET – เพื่ออัพเดทความรู้และเทคนิคใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ
การเทรด การเทรด put option อย่างประสบความสำเร็จต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และการบริหารความเสี่ยงที่ดี อย่าเพิ่งคิดว่าจะรวยเร็วจาก options แต่ให้มองเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวสุดท้าย วิธีเล่น put option ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และไม่หยุดพัฒนาทักษะการเทรดของตัวเอง เพราะตลาดทุนจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และเครื่องมือที่เรามีก็จะพัฒนาไปด้วย
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
1. Put option คือ อะไร และแตกต่างจาก Call option อย่างไร?
Put option คือ สิทธิในการขายสินทรัพย์ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ในขณะที่ Call option เป็นสิทธิในการซื้อ Put option เหมาะสำหรับคนที่คาดว่าราคาจะลดลง ส่วน Call option เหมาะสำหรับคนที่คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้น
2. TFEX put option มีอะไรให้เทรดบ้าง?
ใน TFEX put option จะมี SET50 Index Options เป็นหลัก ซึ่งเป็น options ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 โดยจะมีหลาย strike price และหลายเดือนหมดอายุให้เลือก
3. ค่าพรีเมียม put option คำนวณอย่างไร?
ค่าพรีเมียม put option จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ราคาปัจจุบันของสินทรัพย์อ้างอิง, strike price, เวลาที่เหลือก่อนหมดอายุ, ความผันผวนของตลาด และอัตราดอกเบี้ย
4. Protective put คือ อะไร และใช้เมื่อไหร่?
Protective put คือ กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงโดยการซื้อ put option เพื่อป้องกันการลดลงของราคาหุ้นที่เราถืออยู่ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่กังวลเรื่องความเสี่ยงขาลงแต่ยังต้องการถือหุ้นต่อไป
5. การเทรด put option มีความเสี่ยงอย่างไร?
สำหรับผู้ซื้อ put option ความเสี่ยงสูงสุดคือการสูญเสียค่าพรีเมียมทั้งหมด ส่วนผู้ขาย put option จะมีความเสี่ยงที่ไม่จำกัด โดยเฉพาะการทำ naked put ที่อาจจะขาดทุนมากหากราคาตลาดร่วงอย่างหนัก